มารู้จักองค์รวม (Holistic)

Published on March 2017 | Categories: Documents | Downloads: 7 | Comments: 0 | Views: 68
of 5
Download PDF   Embed   Report

Comments

Content

มารูจักองครวม
(Holistic) กันเถอะ
ท. เทียนประทีป

1

สวัสดีครับทานผูอานทุกทาน กอนอื่นคงตองขออภัยที่หายหนาหายตาไปเมื่อ
ฉบับที่แลว เนื่องจากติดภารกิจตองไปเปนวิทยากรอมรม การใชเครื่องมือในการ
สรางเว็บไซท โดยเครื่องมือที่วาก็คือ Dreamweaver MX เลยทําใหไมมี
เวลาที่จะมาเลาสูกันฟงกับทานผูอานที่รักของผม
ถาทานผูอานไดดูรายการ
โทรทัศนชอง 11 เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 46 ที่นําเทปที่ทานนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร บรรยายพิเศษใหกับผูวาซีอีโอในหัวขอ “การพัฒนาผูนําการบริหาร การ
เปลี่ยนแปลง” ผมนั่งฟงแลวมีความรูสึกเหมือนวากําลังนั่งฟงอาจารยบรรยาย
(Lecture) วิชา การบริหารจัดการ(Management) แตเปนการจัดการ
ระดับมหภาค(Macro Management) รูสึกนาสนใจมาก ทําใหอดไมได
ที่ตองจดบันทึกไว เพื่อที่จะมาเลาสูกันฟงกับทานผูอานของผม
ในวันนั้นทานนายกฯพูดถึงวา “ทานไมชอบเปนนายกฯ แตอยากทําหนาที่
นายกฯ” แลวทานไมไดอธิบายตอ แตผมวามันมีนัยยะบางอยางอยูในคําพูด อัน
นี้ตองบอกกอนวาผมคิดของผมเองนะครับผิดถูกอยางไรก็อยาวากัน ผมมองวาทาน
นายกฯกําลังจะบอกเปนนัยๆวา ทานไมไดเปนนายก แตทานเปนคนธรรมดาปกติ
ที่เขามาทําหนาที่นายกรัฐมนตรีแหงประเทศไทย หลายทานอาจจะตั้งคําถาม แลวมัน
ตางกันอยางไร จริงๆแลวมีความตางกันอยางมากระหวางคําวา “เปน” กับ

1

นายนที เทียนประทีป เจาหนาที่ระบบงานคอมพิวเตอร 4
ฝายบริการ 1 กองบริการระบบคอมพิวเตอร

กองบริการระบบคอมพิวเตอร สํานักนโยบายและแผนกรุงเทพมหานคร

“หนาที่” เพราะวาเมื่อไหรที่เรารูสึกวาเรา “เปน” เราจะรูสึกเปนเจาของ ในสิ่งนั้น
ความรูสึกวา เราเปนจะติดตัวไปตลอด แมยามกิน ยามนอน ยาม... พูดงายๆวา อัตตา
มันเกิด มันเปนอยูตลอดเวลา บางคนตายเพราะติดอยูกับอัตตา ทานพุทธทาส เคย
เขียนในหนังสือพูดถึงอัตตา เปรียบเทียบใหเห็นชัดวา ตัวกู ของกู นี่แหละคืออัตตา
ยกตัวอยางเชน ฉันเปนหัวหนาฝาย ฉันเปนผูอํานวยการ ฉันเปนอะไรอีก
สารพัน มันคิดอยูตลอดเวลาวาฉันเปนๆๆๆ บางคนเปน โดยไมรูดวยซ้ําวาไอที่
เปนๆอยู มันมีหนาที่อะไร ดังนั้นเราจึงเห็นหลายคนยึดติดอยูกับหัวโขนที่สวมอยู
แตไมรูวามันมีหนาที่อะไร ในทางกลับกัน คําวา “หนาที่” มีความหมายคือ กิจที่
ตองทํา (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2542) ถาแปลแบบชาวบานอยางเราๆ
ก็คือ ภารกิจที่ตองทําในระหวางเปนนายกรัฐมนตรี ซึ่งบงบอกใหทราบวาหนาที่มี
ระยะเวลาเขามาเกี่ยวของ มันไมสามารถอยูกับเราตลอดไป ดังนั้นในระหวางที่ทํา
หนาที่ เราจึงควรจะทําหนาที่ใหดีที่สุด เชน ถาผมมีลูก ผมบอกวาผมเปนพอ อันนี้ถูก
เพราะความเปนพอของผมมันจะติดตัวผมไปตลอดจนตาย แตสําคัญวาเมื่อผมเปน
พอผมไดทําหนาที่พออยางดีที่สุดกับลูกผมหรือเปลา อาจจะมีใครทําหนาที่พอใหกับ
ลูกผม โดยที่ไมไดเปนพอก็ได เห็นไหมครับแคประโยคเดียวที่ทานนายกฯกลาว ก็มี
ปริศนาธรรมแฝงอยูมากมาย แลวแตวาใครจะทันความคิดทานนายกฯหรือไม
ทานนายกฯ ยังพูดถึง Matrix Report System ซึ่งตอๆไป
ขาราชการจะตองทําความรูจักกับคําวา Matrix ใหมากขึ้นเพราะคํานี้จะเขามามี
บทบาทมากขึ้น การรายงานตามลําดับชั้นไมไดเปนแนวทางอีกตอไป ตองมีหลาย
แนวทาง หลายชองทาง เลิกมองระบบเปนแบบเชิงเสน(Linear) แนวทางการทํา
องคกรใหกะทัดรัด คลองตัว ตอบสนองตอสิ่งเราไดมากกวาเดิม ตองปรับเปลี่ยน
แนวคิดจาก Economy of scale (การประหยัดดวยขนาด) มาสู
Economy of speed
(การประหยัดดวยความเร็ว) เพราะโลก
ทุกวันนี้แขงกันที่ความเร็ว (Velocity) เปนความเร็วในทุกๆดาน ทั้งดานขอมูล
ขาวสาร การประมวลผล การพัฒนา การเรียนรู และสิ่งตางๆอีกมากมาย เพียงเรา
ชากวาเราก็เสียเปรียบแลว การมีฐานขอมูลที่ดี การกระจายงานลงไปในระดับลาง
กองบริการระบบคอมพิวเตอร สํานักนโยบายและแผนกรุงเทพมหานคร

ลดลําดับชั้นใน การบริหารงาน การสรางเจาหนาที่ ที่มีความรูอยางแทจริง
(Knowledge worker) ผูบริหารตองทําหนาที่ Leader of the
leaders ตองสรางวัฒนธรรมองคกรขึ้นใหม ตองเขยาองคกร เห็นคําวาเขยามั๊ย
ครับ ทานนายกพูดบอยมากเลยครับ ถานึกไมออกวาเปนอยางไร ใหลองนึกถึงยาที่
เขียนวาเขยาขวดกอนกิน เวลาที่เขยาหมายความวาการทําใหสิ่งที่มีอยู มันเขากันไดดี
และเปนประโยชน และมีประสิทธิภาพ สังเกตหรือไมครับวา เวลาเขยาตองใชแรง
พอสมควร แตตองไมทําใหสิ่งที่เขยาหกออกมานอกขวด เชนเดียวกับที่เราจะเขยา
องคกร ก็คือทําใหสิ่งที่มันตกผลึกในระบบ มันกลับมามีชีวิตชีวา เขากันได สงเสริม
กัน ใหเกิดประสิทธิภาพ โดยไมเกิดความแตกแยกในทุกๆดาน ทุกคนตอง
ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน (Shift Paradigm) ซึ่งถาทานผูอานที่เปนแฟน
พันธแทของผม ตองรูจัก Paradigm เพราะวาผมเขียนไปเมื่อฉบับที่แลว ทาน
นายกฯพูดถึงการเชื่อมโยงในโลกมนุษย และพูดถึงแนวคิดของผูผูบริหารที่ทุกคน
ตองคิดแบบองครวม(Holistic Thinking) เพื่อนําไปสูการพัฒนาแบบยั่งยืน
(Sustainable Development) มีอีกหลายอยางที่ทานนายกพูดไว ผม
ไมสามารถจะนํามาลงไดทั้งหมด แตมีอยูคําหนึ่งที่จะเขามามีบทบาทในโลกยุคใหม
ที่ทุกคนไมอาจปฏิเสธได คือ แนวคิดแบบองครวม(Holistic Concept)และ
แนวคิดแบบองครวมนี่แหละครับคือสิ่งที่ผมจะกลาวถึงในครั้งนี้

ความหมายขององครวม
คําวาองครวม" (Holistics) ไมเกี่ยวกับองคบากนะครับ คํานี้ทานเจาคุณพระ
ธรรมปฎก ทานไดคนพบวาใน Encyclopedia เพิ่งจะมีคํานี้เมื่อ ค.ศ. 1980 นี้เอง
กอนหนานี้ไมมี แหลงที่มาของแนวความคิดแบบองครวมคือหนังสือชื่อ The
Turning Point, Web of Life เขียนโดย ดร.ฟริตจอฟ คาปรา นักฟสิกส ชาว
สหรัฐอเมริกา ฉบับที่แลวผมก็ไดอางถึง Web of Life ของ ดร.ฟริตจอฟ คาปรา
มาแลวครั้งหนึ่ง ในเรื่อง Paradigm
กองบริการระบบคอมพิวเตอร สํานักนโยบายและแผนกรุงเทพมหานคร

Holistic มีความหมายในภาษไทยวา “องครวม” มีรากศัพทเดิมมาจากภาษา
กรีกวา “Hols” ซึ่งมีความหมายตรงกับ “Whole” ในภาษาอังกฤษ ที่แปลวา ทั้งหมด
ทั้งสิ้น และ Holistic มีความหมายเชนเดียวกับคําวา Organic ที่เปนคําศัพทในวิชา
วิทยาศาสตรชีวภาพดวย
ถาจะแปลใหเขาใจกันงายๆ
องครวม (Holistic) มีความหมายวา ความเปนจริงทั้งหมดของสรรพสิ่งยอม
มีคุณสมบัติสําคัญเฉพาะตน ซึ่งไมสามารถเขาใจไดโดยการแยกสิ่งนั้นออกเปน
สวนยอยๆ แลวศึกษาจากคุณสมบัติของสวนยอยๆนั้น แมจะเอาคุณสมบัติของ
สวนยอยๆนั้นมารวมกันก็ไมสามารถเทียบความหมายหรือความสําคัญกับคุณสมบัติ
ขององครวมเดิมได
สรุปก็คือในโลกมนุษยทุกๆสิ่งลวนมีความสัมพันธระหวางกันอยางมี
รูปแบบ(Pattern) เปนรูปแบบความสัมพันธที่ธรรมชาติเปนคนกําหนด คุณไม
สามารถที่จะไปจับนก มาตัดปก ผาอก เพื่อศึกษาโครงสรางวาทําไมมันถึงบินได
เพราะไอความคิดแบบนี้ที่ทําลายโลกมนุษยนี้อยูทุกวัน กลับมาตอครับ โดย
ความสัมพันธเปนแบบเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ยกตัวอยาง เชน มนุษยขับของเสีย
(waste) พวกคารบอนไดออกไซด ออกมาทางลมหายใจ หรือ สารเคมีบางอยาง ทาง
อุจจาระ ปสสาวะ ก็กลับกลายเปนประโยชนตอพืช และในทางกลับกันเมื่อตนไม
สังเคราะหแสงคายออกซิเจนออกมา ซึ่งถือเปนของเสีย (waste) ของตนไม ก็เปน
ประโยชนกับมนุษย และสัตวตางๆ ใชในการหายใจ ความสัมพันธเหลานี้เปนใน
ลักษณะเกื้อกูลกัน ทําใหเกิดสมดุลในทางธรรมชาติ เคยมีบางคนกลาววา “เก็บ
ดอกไม สะเทือนถึงดวงจันทร” ดูเหมือนเปนเรื่องไรสาระ แตถาลองคิดตามดูเลนๆ
จะเห็นไดวาดอกไมไมไดอยูดอกเดียวในโลกมนุษย ดอกไมตองสัมพันธกับแมลง
ตางๆ สัมพันธกับมนุษย สัมพันธกับอากาศ และสิ่งตางๆเหลานั้นที่มาสัมพันธกับ
ดอกไม ตางก็มีรูปแบบความสัมพันธของตนเองอีก และทําไมจะเปนไปไมไดที่จะ
สัมพันธไปถึงดวงดาว
กองบริการระบบคอมพิวเตอร สํานักนโยบายและแผนกรุงเทพมหานคร

มองแบบองครวมโดยมองถึงผลประโยชนของสวนรวมเปนหลัก เราจะเห็นวาเรา
เปนหนวยหนึ่ง ที่มีรูปแบบ(Pattern)ที่สัมพันธกันอยางเปนระบบ เมื่อระบบใหญได
ประโยชน ยอมพลอยทําใหหนวยยอยไดประโยชนตามไปดวย การมองแบบองค
รวมทําใหเราสามารถเห็นปญหาที่แทจริงของระบบ และสามารถแกไขปญหาไดตรง
จุด เพื่อทําใหระบบมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

ความหมายขององครวมในแงการบริหารจัดการในองคกร
เราสามารถเปรียบเทียบมุมมองในการบริหารจัดการในองคกรระหวาง 2
แนวคิดคือ แนวคิดแบบองครวม และแนวคิดแบบแยกสวน ได ดังนี้
รูปที่ 1 รูปแบบ (Pattern) แนวคิดแบบองครวม

• แนวคิดการบริหารจัดการองคกรแบบองครวม (Holistic)มี
ความหมายวาองคกรหนึ่งองคกรใดก็ตาม ยอมมีผลกระทบ
เกี่ยวเนื่องกับองคกรที่อยูรอบขาง เฉกเชนเปนหนวยการบริหาร
เดียวกัน ผลกระทบตอองคกรหนึ่งยอมมีสวนเกี่ยวของตอองคกร
รอบขางดวย
• แนวคิดการบริหารจัดการองคกรแบบแยกสวน มีความหมายวา
องคกรที่ใหความสนใจเฉพาะองคกรของตนเอง สนใจแต
ผลประโยชนของตนเองเปนหลัก ไมสนใจความเสียหายของผูอื่น

ความหมายขององครวมในแงการปฏิบัตงิ าน
องครวม( Holistic)ในขอบขายของการปฎิบัติงานมีความหมายวา ในการ
ปฎิบัติงานใหญ ที่มีการปฎิบัติงานยอย รวมอยูดวยกัน การพิจารณาแบบแยกสวน
หรือแบงแยก ยอมมีความแตกตางจากการพิจารณาแบบองครวม อาจมีการลดการ
ปฎิบัติงานยอยๆลงได ในการพิจารณาแบบองครวม โดยที่ผลของการปฏิบัติงานมี
ความสําเร็จเทากัน
ตัวอยางเชน ถาในการปฏิบัติงานในโปรเจ็คหนึ่ง มีฝายที่เกี่ยวของอยูหลาย
ฝาย และมี บางฝายที่มีการทํางานซ้ําซอนกัน แตถาใหมีการพิจารณาวาฝายใดที่
ซ้ําซอนกับฝายอื่น โดยใหแตละฝายเปนคนพิจารณากันเอง รับรองไดวาทุกฝาย
จะตองมีเหตุผลสารพัดมาอางในความสําคัญของฝายตัวเอง ไมมีทางจะยอมใหตัด
หรือลดบทบาทของฝายตนลงไปได อันนี้เปนการคิดแบบเดิมคือแบบแยกสวน คือ
มองผลประโยชนของตัวเองเปนหลัก สวนรวมจะเปนอยางไร ฉันไมสนใจ แตถาเรา
กองบริการระบบคอมพิวเตอร สํานักนโยบายและแผนกรุงเทพมหานคร

บทสรุป
ในหนังสือเรื่อง “ The Turning Point” ระบุวาการดําเนินชีวิตของมนุษยใน
โลกจากอดีตสูปจจุบันเปนไปในแบบแยกสวน ซึ่งมีลักษณะเดนอยูที่การแกงแยง
แขงขัน ชวงชิงผลประโยชนซึ่งกันและกัน จากจุดเปลี่ยนนี้ ตอไปในอนาคตจะเปน
กองบริการระบบคอมพิวเตอร สํานักนโยบายและแผนกรุงเทพมหานคร

โลกขององครวม เปนระบบที่จะประกอบดวยการจัดการที่เกื้อหนุนประโยชนซึ่งกัน
และกัน ฟงดูเหมือนเปนเรื่องเพอฝน หลายทานอาจจะหัวเราะดวยความขบขัน
มองวาเปนไปไมได ทานอาจจะบอกวาไมรูก็ยอมได เพราะผูไมรูยอมไมผิด แตทาน
ไมอาจปฏิเสธความจริงได ความจริงที่วาโลกมนุษยใบนี้ มีการเชื่อมโยงกันมากมาย
การเปลี่ยนแปลงมีอยูทุกขณะ เราตองรูจักการที่จะจัดการความเปลี่ยนแปลง
(Changing Management) ที่จะทําใหเราไดประโยชนจากการเปลี่ยนแปลงสูงสุด
ลองถามตัวเองดูวาในฐานะที่เราเปนขาราชการ ที่ตองปฏิบัติตามนโยบายของผูนํา
ประเทศ เวลาที่ทานนายกรัฐมนตรีพูด เราเขาใจในสิ่งที่ทานพูดมากนอยแคไหน เรา
เขาถึงแกน(Core) ของประเด็นมากนอยแคไหน องคความรูที่เรามีอยูเพียงพอ
หรือไมที่จะขับเคลื่อนองคกรใหไปในทิศทางเดียวกับทิศทางของประเทศ
เราถูกปลูกฝงใหมีความคิดแบบแยกสวนมาเปนเวลานาน เรายึดตัวเองเปน
แกนโดยหวังที่จะใหทุกคนหมุนรอบเรา เราหวังใหทุกคนเปลี่ยนโดยที่เราไมเคย
เปลี่ยน เราไมเคยมองตัวเอง ลองพิจารณาตัวเราวายังมีความคิดแบบแยกสวน
หรือไม ยกตัวอยาง ในระดับองคกรเราก็แบงองคกรเปนสวนๆ เรายังมองวาฉันอยู
กทม. เธออยูกลาโหม เธอกระทรวงศึกษาธิการ คนละพวกกัน เมื่ออยูในกทม.
ดวยกัน เราก็ยังสามารถแบงตอไปอีกวาฉันสํานักนี้ เธอสํานักโนน คนละพวกกันอีก
เมื่ออยูในระดับสํานัก ก็ยังแบงตอไปอีกวา ฉันกองนี้ เธอกองโนน ถือเปนคนละพวก
กันอีก เมื่ออยูในระดับกอง ก็ยังแบงเปน ฉันฝายนี้ เธอฝายนั้น ถือเปนคนละพวก
หนําซ้ําบางที่ในระดับฝายก็ยังสามารถแบงไดอีก ฉันขาราชการ เธอลูกจาง เห็นไหม
ครับวาถาเรามองกันแบบแยกสวนอยางนี้ การที่วัยรุนยกพวกตีกันที่สวนลุมไนทบาร
ซา จึงไมใชเรื่องแปลก เปนเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นไดโดยไมมีอะไรตองสงสัย ถา
ตราบใดที่เรายังไมมีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน
เคยสงสัยหรือไมวาทําไมคนไทยเรา จึงไมประสบความสําเร็จในกีฬา
ประเภททีม คุณคิดวาบอลไทยเมื่อไหรจะไดไปบอลโลก อีกกี่ป หรือวาผมตั้งคําถาม
ผิด ตองถามใหมวาบอลไทยมีโอกาสไปบอลโลกหรือไม ใครก็ไดชวยตอบผมที แต
ถาเปนกีฬาแบบขามาคนเดียวพี่ไทยไมเปนรองใคร เรามีนักมวยเหรียญทอง
กองบริการระบบคอมพิวเตอร สํานักนโยบายและแผนกรุงเทพมหานคร

โอลิมปกถึง 2 คน เรามีนักเทนนิสฝมือดีระดับหนึ่งของเอเชีย ลําดับที่ 11 ของโลก
โดยที่สิ่งตางๆเหลานี้ไดถายทอดมาถึงเราโดยที่เราไมรูตัว เราชอบทํางานแบบขามา
คนเดียว (One man show) ไมชอบการทํางานเปนทีม หรือถาทํางานเปนทีม ก็
ทะเลาะกันจนทํางานไมไดหรือไมสําเร็จ เราจึงเห็นนักเรียน นักศึกษา ตีกันตาย
สังเวยความคิดแบบแยกสวน เห็นขาราชการที่ทํางานแบบแยกสวน ขาดการ
ประสานงานเชื่อมโยงกัน เก็บความรูความสามารถอันนอยนิดไวอยางเหนียวแนน
เพราะมีความรูสึกวาคนอื่นจะไดเห็นความสําคัญของตัวเองในยามที่ตัวเองไมอยู ไม
สนใจความเสียหายของคนอื่นที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากความเห็นแกตัวของตนเอง
สิ่งตางๆเหลานี้ตองถูกขจัดใหหมดไปจากแนวคิดของทุกคน เราทุกคนตอง
เริ่มมอง เริ่มคิดแบบองครวม มองวาทุกอยางลวนมีความเชื่อมโยงระหวางกัน มี
ความเกี่ยวของกัน ทุกๆสิ่งลวนมีรูปแบบ(Pattern)ที่สัมพันธกัน ถาขาดสวนใดสวน
หนึ่งไป ยอมสงผลกระทบโดยตรงตอระบบใหญ
ระบบ One Stop Service
เปนตัวอยางหนึ่งที่สะทอนใหเห็นวา การทํางานโดยใชมุมมองแบบ องครวม จะ
สรางประสิทธิภาพ(Efficiency)ในการทํางานใหสูงขึ้น และสงผลไปถึงประสิทธิผล
(Effective)ของงานใหมีมากขึ้น และสุดทายหัวใจของการบริการก็คือความพึงพอใจ
สูงสุด(Satisfaction)ของประชาชนที่มาใชการบริการ ทุกวันนี้รัฐบาลกําลังจะ
ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศนของขาราชการ เราตองเรียนรูการทํางานแบบบูรณาการ
(Integration) ซึ่งก็เปนการนําแนวคิดแบบองครวมเขามาเกี่ยวของ เราตองมีการทํา
Work Shop กอนการปฏิบัติงาน องคกรตองพัฒนาไปสูองคกรแหงการเรียนรู
(Learning Organization) และอื่นๆอีกมากมาย ถามวาเราจะปฏิเสธสิ่งตางๆเหลานี้
ไดหรือไม
ทั้งหมดทั้งปวงที่กลาวมาทั้งหมด เปนสิ่งที่วิ่งมาหาเราซึ่งเปนขาราชการอยาง
หลีกเลี่ยงไมได เราตองตั้งคําถามกับตัวเองวาเราจะรับมือกับกระบวนทัศนใหม
(New Paradigm) นี้อยางไร แนวคิดแบบองครวมจริงๆแลวเปนแนวคิดสําคัญ
ในทางศาสนาพุทธ พุทธศาสนิกชนควรคิดในลักษณะของ "องครวม" ที่มีแนวคิดที่
จะใหชาวโลกอยูดวยกันอยางสันติไมเอาเปรียบซึ่งกันและกัน ทุกอาชีพทุกคนมี
กองบริการระบบคอมพิวเตอร สํานักนโยบายและแผนกรุงเทพมหานคร

หนาที่แกทุกขใหแกกันและกัน เปนหนาที่สําคัญที่สุดของมนุษย ซึ่งแปลวา "ผูมีใจ
สูง" มิใชเอาเปรียบกันแลวทําลายลางกัน แตพฤติกรรมตางๆ ที่เกิดขึ้นในโลก
ปจจุบันนี้ ลวนบงบอกถึงแนวคิดในจิตใจของแตละคน ที่มุงมั่นที่จะทําลายลางกัน
เพื่อสนองตอความตองการของตนเอง โดยไมสนใจผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับผูอื่น
หยุดคิดแลวถามตัวเองวาเราเปนเชนนั้นหรือไม โลกทุกวันนี้กําลังมุงไปสูความ
ยั่งยืน(Sustain) มีการประชุมกันในหลายประเทศทั่วโลก กําหนดเปนแนวทางใชชื่อ
วา “วาระ21(Agenda 21)” ซึ่งมุงเนนไปสูการพัฒนาแบบยั่งยืน (Sustainable
Development) และแนวคิดแบบองครวมก็เปนแนวคิดที่สอดคลองกับการพัฒนา
แบบยั่งยืน ถึงเวลาที่พวกเราตองเลิกคิดแบบแยกสวน ที่สงผลเสียหายเปนอยางมาก
ทั้งตอตัวเรา ตอองคกร และทุกสวนที่เกี่ยวของเชื่อมโยง มาคิดแบบองครวม ที่มอง
ถึงประโยชนของสวนรวม มองถึงความสัมพันธของกันและกัน ชวยเหลือเกื้อกูลกัน
มีเปาหมายรวมกัน ถอยทีถอยอาศัยกัน แคคิดผมเองก็มีความสุขแลว แลวพวกคุณ
ละคิดเหมือนผมหรือเปลา?......

กองบริการระบบคอมพิวเตอร สํานักนโยบายและแผนกรุงเทพมหานคร

กองบริการระบบคอมพิวเตอร สํานักนโยบายและแผนกรุงเทพมหานคร

Sponsor Documents

Or use your account on DocShare.tips

Hide

Forgot your password?

Or register your new account on DocShare.tips

Hide

Lost your password? Please enter your email address. You will receive a link to create a new password.

Back to log-in

Close